คู่ชิงชนะเลิศยูโร 2020 ในค่ำคืนวันอาทิตย์ ซึ่งเป็นเกมสุดท้ายของทัวร์นาเม้นต์ประจำซัมเมอร์ที่เลื่อนการแข่งขันมาหนึ่งปี อังกฤษเสมือนเจ้าบ้านได้ลงเล่นเกมนัดชิงในเวมบลีย์ โดยมีอิตาลีเป็นคู่แข่งขันในเกมนัดชิง

 

 

อิตาลีที่ชนะสเปนมาในการดวลจุดโทษ อยู่ภายใต้แนวทางการเล่นเกมรุกที่น่าตื่นตาตื่นใจของโรแบร์โต้ มันชินี่ ที่เข้ามากู้ศรัทธาทีมอิตาลียุคตกต่ำที่สุด หลังตกรอบบอลโลก 2018 แบบไร้ทรง ไม่มีทั้งเกมรุกที่ดีและเกมรับที่เป็นเอกลักษณ์ก็ล้มเหลว

 

มันชินี่เอาเกมรุกและทัศนคติในการเล่นที่ถูกเรียกว่าเป็นทีมแห่งการก่อกบฏ หลังจากสร้างเกมรุกเป็นตัวชูธง ก่อนจะค่อยๆ เก็บผลการเล่นที่ดี สะกดคำว่าแพ้ใครไม่เป็นมา 34 เกม และชนะต่อเนื่องมาตลอด 13 นัดหลังสุด ก่อนจะทะลุเข้าชิงชนะเลิศได้สำเร็จ

 

มันชินี่และลูกทีมสร้างสถิติใหม่มากมาย ทั้งการเอาชนะทุกเกมในรอบคัดเลือก ชนะทุกเกมในรอบแบ่งกลุ่มรอบแรก ยิงประตูด้วยผลต่างมากกว่า 2 ลูกที่ไม่เคยทำได้ในยูโรรอบสุดท้าย และเป็นการเข้าชิงรายการเมเจอร์ครั้งที่ 10

 

ด้านทีมชาติอังกฤษเพิ่งจะเหนื่อยถึงช่วงต่อเวลาเป็นครั้งแรก แกเร็ธ เซาท์เกตพาทีมมาถึงเกมรอบรองชนะเลิศสองรายการติด แต่สถิติที่ผ่านมาคืออังกฤษไม่เคยผ่านเข้าชิงชนะเลิศรายการเมเจอร์ได้อีกเลยตั้งแต่ตัวเองเป็นแชมป์โลก 1966

 

 

อังกฤษเป็นทีมที่เสียประตูน้อยที่สุดในทัวร์นาเม้นต์ หลังโดนลูกยิงฟรีคิกลูกแรกในรายการผ่านมือจอร์แดน พิคฟอร์ดเข้าไป ก่อนที่จะเป็นการทำเข้าประตูตัวเองของซิมง กายาร์ เป็นลูกทำเข้าประตูตัวเองลูกที่ 11 ในทัวร์นาเม้นต์ อังกฤษได้ประตูชัยจากการซ้ำจุดโทษที่ถูกเซฟมาเข้าทางของแฮร์รี่ เคน ส่งอังกฤษเข้าชิงศึกยูโรครั้งแรก และเป็นการเข้าชิงหนแรกนับตั้งแต่ได้แชมป์บอลโลก ซึ่งการแข่งขันนัดชิงที่เวมบลีย์ทำให้วลี It’s Coming Home ถูกกล่าวถึงอย่างมาก

 

สื่อเมืองผู้ดีและสาวกสิงโตคำรามพากันเล่นวลีดังนี้่อย่างถ้วนหน้า หลังจากที่อังกฤษเริ่มต้นรอบน็อกเอ้าท์ด้วยการชนะเยอรมัน แต่ก็มีการเล่นพ้องเสียงกับประโยค It’s Coming Rome ในนัดที่ต้องไปเล่นกับยูเครน ที่โอลิมปิค สเตเดี่ยมในกรุงโรมเช่นกัน และถ้าอิตาลีเป็นฝ่ายเอาชนะในเกมนัดชิงได้ ประโยคหลังที่ว่า It’s Coming Rome น่าจะดังกว่า.

 

Posted in ฟุตบอล ยุโรป


Leave a Comment:

Your email address will not be published. Required fields are marked *